My-Review

Review เหรียญ 2 บาทใหม่...

posted on 06 Nov 2005 20:06 by kohsija  in My-Review

วันนี้มาแนวแปลก...

จะขอ review เหรียยญ 2 บาทรุ่นใหม่ที่เพิ่งออกเมื่อไม่นานมานี้นะครับ...

ชื่อ : เหรียญ 2 บาท รุ่นปี พ.ศ.2548
คุณสมบัติพิเศษ : ใหม่มาก
สาเหตุการได้มา : จ่ายค่ารถเมล์แล้วเขาทอนให้
สถาณที่ได้รับ : บนรถเมล์สาย ปอ.129
ผู้ให้ : กระเป๋ารถเมล์ เพศหญิง ไม่สามารถระบุข้อมูลส่วนตัวได้

มาดูกันที่ภาพแรกครับ...

นี่คือเหรีญ 2 บาทครับ
ด้านหลังเป็นรูปภูเขาทองเกลี้ยงๆ ลวดลายไม่ค่อยละเอียดเท่าไหร่
ระบุปี พ.ศ. 2548

รูปต่อมาคือการเปรียบเทียบ...

เมื่อจับมาเรียงแถวกัน จะเห็นได้ว่า มีขนาดค่อนข้างใกล้เคียงกับเหรียญบาท...

นำมาเปรียบเทียบความหนา จะเห็นว่า ความหนาไม่ต่างกับเหรียญบาทซักเท่าใดนัก
โดยจะหนากว่าเพียงเล็กน้อย...

ต่อไปจะเปรียบเทียบกับเหรียญ 2 บาทรุ่นโบราณ

เหรียญ 2 บาทรุ่นเก่าด้านขวา ผลิตออกมาเมื่อปี พ.ศ.2529 หรือเกือบ 20 ปีมาแล้ว...
โดยขนาดจะใหญ่กว่าเหรียญชนิดใหม่เล็กน้อย...

เปรียบเทียบความหนา...

จะเห็นได้ว่าเหรียญเก่าจะมีความหนามากกว่า เกือบเท่าเหรียญ 5 บาทในปัจจุบัน...

ความเห็นกูรู...

จากนโยบายทางการคลังและเศรษฐกิจของประเทศ ได้กำหนดให้มีเหรียญ 2 บาท ออกมาหมุนเวียนในท้องตลาด
เพื่อป้องกันปัญหาสินค้าขึ้นราคาเร็วเกินไป

โดยเขาบอกว่า ถ้ามีเหรียญ 2 บาทในท้องตลาด สินค้าจะขึ้นราคาขั้นต่ำทีละ 2 บาท
แทนที่จะเป็นทีละ 5 บาท หรือ 10 บาท อย่างในปัจจุบัน...

ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่ามันจะจริงหรือเปล่า...
เพราะการขึ้นราคาสินค้า ผมคิดว่ามันก็ขึ้นอยู่กับจิตสำนึกของผู้ค้าเป็นส่วนใหญ่ด้วยเช่นกัน...

โดยความเห็นส่วนตัว ผมเห็นว่าเหรียญ 2 บาทใหม่นี้ค่อนข้างจะคล้ายกับเหรียญ 1 บาทมากเกินไปหน่อย
ซึ่งคิดว่าจะก่อให้เกิดความสับสนแก่ประชาชนทั่วไปอย่างแน่นอน

ขนาดเหรีญ 2 บาทรุ่นเก่าที่นำมาให้ดูเป็นตัวอย่าง
ถึงแม้ว่าจะมีการทำให้ขนาดและความหนาค่อนข้างแตกต่างจากเหรีญบาทอย่างมากแล้วก็ตาม
ในสมัยที่มีการนำออกมาใช้นั้น ก็ยังก่อให้เกิดความสับสนมากโดยทั่วไป
จนมีการนำเอาปากกามาเขียนเลข 2 บนเหรียญโดยทั่วไป...

กูรูฟันธง...

เหรียญนี้จะทำให้เกิดความสับสนแก่ประชาชนทั่วไปอย่างแน่นอน
และคาดว่าเหรียญนี้จะมีอายุการใช้งานไม่น่าจะเกิน 2 ปี
ในไม่ช้าจะมีการปรับปรุงลักษณะให้แยกแยะง่ายขึ้น
หรือไม่เช่นนั้นก็จะเลิกใช้ไปอีกครั้งเพราะความไม่นิยมของผู้ใช้
อย่างเร็วที่สุดคือเมื่อหมดสมัยรัฐบาลนายกทักษินนั่นเอง...

ประวัติศาสตร์มักจะเดินซ้ำรอยตัวมันเอง...

eXTReMe Tracker

มาตามสัญญาแล้วครับ

ขอเชิญพบกับ Review ตามใจฉัน ฉบับ The Da Vinci Code ครับผม..

หลังจากได้มาเมื่อนานมาแล้ว แต่ก็ไม่ได้อ่านเสียที
จนเมื่อไม่นานมานี้ถึงได้มีกะจิตกะใจอ่านมันจนจบจนได้
ภายในเวลาประมาณ 8 วันล่ะมั๊ง... พูดแล้วเหมือนคนว่างงานเลยนะครับ...

วันนี้เลยมา Review หนังสือ "The Da Vinci Code ฉบับพิเศษ พร้อมภาพประกอบ" นะครับ...

ผิดพลาดประการใด ไม่ถูกใจ ก็ขออภัยมาล่วงหน้านะครับ...

เริ่มด้วยหน้าปกครับ

สีแดงแรงฤทธ์ดีนะครับ...

ออกแนวน่ากลัวเหวอๆ เล็กน้อย... ไม่ค่อยเหมือนหนังสือนวนิยายเท่าไหร่...
ด้วยมิติ กว้าง 18 ซม. ยาว 25 ซม. หนา (รวมปก) 3.2 ซม.
ทำให้หลายๆ ท่านไม่กล้าจะหยิบมันขึ้นมาอ่านเท่าไหร่...

แต่ความจริง ปกของฉบับภาษาไทย มี 2 แบบครับ

นี่คือแบบที่ 1

และนี่คือแบบที่ 2 ครับ

เห็นอะไรมั๊ยครับ...

จริงๆ แล้วปกทั้งสองแบบ มันก็คือกระดาษแผ่นเดียวกันนั่นเองครับ
เหมือนปกการ์ตูนสมัยนี้น่ะครับ ที่จะมีปกสีทับปกจริงอีกที
เพียงแต่ว่าจะเอาด้านไหนออกมาเท่านั้นเอง...

เวลาเบื่อๆ ก็เปลี่ยนปกมันเล่น แล้วหยิบมาอ่านอีกรอบก็ได้ครับ...

ปกจริงๆ มันหน้าตาเป็นแบบนี้ครับ...

เป็นกระดาษแข็ง ทับด้วยลายพิมพ์เหมือนกับลายผ้าเก่าๆ...
มองเผินๆ เหมือนตำราโบราณอะไรซักอย่างครับ...

ตรงกลางปกมีตัวหนังสือพิมพ์เอาไว้ด้วยครับ...

โอย... เราจะเป็นพวกนอกรีต อ่านตำราแม่มดกันแล้วครับ... :)

ด้วยน้ำหนักและขนาดที่กำลังดี ที่ทำให้ผู้ถือรู้สึกเหมือนเป็น Dictionary ขนาดกลาง
มาดูภายในกันเล็กน้อยครับ...

จุดที่ดีของฉบับพิเศษ พร้อมภาพประกอบนี้ก็คือ

  1. เนื้อกระดาษอาบมันอย่างดี แต่สะท้อนแสงน่าดู ต้องหามุมดีๆ ไม่อย่างนั้นแสบตา
  2. มีภาพประกอบครับ...

ก็ตามอย่างเขาว่าครับ นี่คือจุดดีเลย...
ภาพประกอบเยอะดีครับ โดยจะเอาภาพที่เกี่ยวกับเนื้อหาในหน้านั้นๆ มาให้ดูประกอบ
ทำให้เราสามารถนึกภาพต่างๆ ออกได้ง่ายครับ...

หรือแม้แต่ภาพ The Last Supper ก็มาด้วยเช่นกัน

โดยในเล่มนี้คุณจะได้ดูภาพงานศิลปะ และอาคารสถาณที่ต่างๆ ในเรื่องกันอย่างจุใจ
ไม่ต้องด้น ไม่ต้องเดากันเหมือนฉบับธรรมดาครับ...

และส่วนดีสุดๆ อีกข้อของฉบับนี้คือ คนแปล ครับ...

ต้องขอชมเลยครับ ว่าทำการบ้านได้ดี และก็ทำงานได้น่าพอใจ
โดยเวลามีชื่อศิลปินต่างๆ ก็จะมีเชิงอรรถ (ที่อยู่ด้านล่างของหน้าน่ะครับ ลองดูภาพก่อนหน้านี้ได้) มาอธิบาย
บอกประวัติย่อๆ พร้อมปี ค.ศ. ประกอบไว้ด้วย...

มีเกร็ดความรู้สำหรับคำบางคำที่อาจจะมีความหมายซ่อนอยู่
หรือเป็นการอธิบายการเล่นคำของภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส เป็นต้น
ถ้าขาดคำอธิบายเล็กๆน้อยๆ พวกนี้ ผมก็ยอมรับว่าอาจจะอ่านมันไม่สนุกก็ได้ครับ

และส่วนที่ต้องชมอีกส่วนคือ ความฉลาดที่จะเลือกทับศัพท์ต้นฉบับ แทนที่จะแปลครับ
ในคำบางคำ ถ้าใช้คำแปลไปเลย ก็อาจจะขาดอรรถรสไปได้มาก เช่นการบ่นภาษาฝรั่งเศส
หรือการเรียกคำย่อ หรือตำแหน่งต่างๆ ในภาษาฝรั่งเศส...
ถ้าให้ผมอ่านต้นฉบับภาษาอังกฤษเอง ผมคงอ่านไม่ถูกแน่ๆ ครับ...

เช่นคำว่าJacques Saunière ให้ผมอ่านเอง คงอ่านว่า แจ็คคูส์ ซาวนิเล่
แต่จริงๆ มันอ่านว่า ฌาคส์ โซนิแยร์........... ไม่ได้ใกล้เคียงเลยตู -_-"

เอาหน้าคนแต่งมาให้ดูครับ

ตอนอ่านก็นึกหน้าพระเอกเป็นตานี่ไปพลางๆ ครับ
เพราะนึกหน้าคนอื่นไม่ออก...

จบส่วนการรีวิวหนังสือแล้วครับ....

แต่ไปเป็นส่วนที่เรียกว่าอะไรดี... Spoil มั๊งครับ...
ถ้าไม่ชอบรู้เรื่องก่อนบ้างเลย ก็ข้ามไปได้เลยครับ...

  • ตามความเห็นผมเลยนะครับ เรื่องนี้ไม่ควรใช้ชื่อว่า The Da Vinci Code ครับ
    แต่น่าจะใช้ชื่อว่า The Grandfather Code มากกว่าครับ...
    เพราะรหัสทั้งหลายทั้งแหล่ ที่ปั่นหัวคนในเรื่อง มาจากคุณตาต้นเรื่องทั้งหมดเลยครับ...
  • เนื้อหาทั้งหมดในเรื่องนี้เกิดขึ้นในระยะเวลาแค่ไม่เกิน 2 วันเท่านั้นเองครับ...
  • ตัวละครในเรื่องนี้น้อยมาก... นับๆ ดูมีหลักๆ แค่ ประมาณ 9 คน ล่ะมั๊งครับ
    เอามาเล่นเป็นละครรอบกองไฟได้เลย ถ้าอุปกรณ์พร้อมนะครับ...
  • อ่านแล้วจะได้รู้อะไรแปลกๆ ดีครับ เช่นว่าทำไมจึงเกิดตำนานแม่มด ซาตาน ฯลฯ
    และเหตุผลที่ทำให้เกิดการฆ่าพวกนอกรีต และกำเนิดกองทัพอัศวินศักดิ์สิทธิ์ผู้ค้นหาจอกศักดิ์สิทธิ์ ฯลฯ
  • ปมในเรื่องก็ง่ายเกินไป เดาตัวผู้ร้ายง่ายมาก อยากให้เขามาศึกษาการ์ตูนนักสืบคินดะอิจิก่อนครับ
    เอาให้มันมีปมซับซ้อนเยอะๆ อีกหน่อย น่าจะทำให้สนุกกว่านี้
  • ปมในเรื่องส่วนใหญ่เกิดจากการเล่นคำ และความรู้ด้านประวัติศาสตร์ครับ
  • ไม่มีฉากอีโรติก... ถ้าเอามาทำเป็นหนัง... จะเอาอะไรดึงดูดคนดูล่ะครับ...

นอกนั้นก็เรื่อยๆ มาเรียงๆ ครับ นึกไม่ออกละ...

ส่วนใครที่คิดว่ามันหนาเกินไป กลัวอ่านไม่จบ...
ลองไปเดินหาหนังสือนวนิยายเรื่อง เพชรพระอุมา มาอ่านนะครับ...
ทั้งชุด 48 เล่มจบเท่านั้นเอง... แต่ละเล่มก็ประมาณสองร้อยกว่าหน้า...
อ่านกันเหงือกแห้งเลยล่ะครับ... ผมเองอ่านได้แค่ครึ่งจบภาคแรก แล้วก็ถอดใจครับ...

อ่านมาจนจบ มีข้อเสียมั๊ยเนี่ย....
ถ้ามีคงมีแค่มันหนักไปหน่อยแค่นั้นล่ะมั๊งครับ...
แต่อ่านแล้วเปิดโลกดีครับ... หายโง่บางเรื่องไปเยอะเลย...

eXTReMe Tracker

วันนี้อากาศเริ่มเย็นสบาย....

ครึ้มอกครึ้มใจ จะพาทุกท่านไปชมรถด่วนเชียงใหม่กันนะครับ...

เริ่มจากป้ายประจำขบวนกันก่อนนะครับ

ก็เป็นป้ายสีฟ้า กับ Font เชยๆ นะครับ
แต่อย่าคิดมากครับ สิ่งสำคัญกว่านั้นคือ มันแปะอยู่บนอะไร...

นี่ครับ มาดูโรงชานชาลากันดีกว่า...

ด้วยมิติ 14cm X 14cm X 4.5cm
และผนังแบบโปร่งใส สไตล์โมเดิร์น ทำให้สามาถมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้อย่างชัดเจน...
และรับแสงสว่างจากธรรมชาติ ทำให้ประหยัดพลังงานไปได้กว่า 80%

ต่อไปมาชมภายในกันดีกว่าครับ...

ด้วยการตกแต่งที่เรียบง่าย...
หรือพูดให้ถูกคือแทบไม่มีอะไรเลย นอกจากกระดาษปึกนึงรองพื้นอยู่...
ทำให้การจัดเก็บขบวนรถ เป็นไปอย่างราบรื่น ไร้อุปสรรค...

ทุกโบกี้จะอยู่ในที่ๆมันควรอยู่... และไม่ต้องการระเบียบใดๆ ให้วุ่นวายปวดหัว...

ต่อไปมาดูพระเอกของวันนี้ครับ คือขบวนรถด่วน เชียงใหม่ เจ้า...

ด้วยมิติน่ารักน่าเอ็นดูขนาด เส้นผ่านศูนย์กลาง 0.5 ซม.
และความยาวประมาณ 4 ซม.

ซึ่งเปิดเผยให้เห็นถึงความบรรจงใส่ใจในทุกรายละเอียดของผู้สร้าง
ทุกขบวนล้วนถูกทำความสะอาด และขัดเงาด้วยน้ำมันอย่างดี
สมศักดิ์ศรีผู้ที่ได้ครอบครอง...

สมัยก่อน นิยมตกแต่งด้วยเกลือเพียงอย่างเดียว
ทำให้มีแค่รถเค็มมัน... ซึ่งจัดเป็นแบบอนุรักษ์นิยมมาก
ตัวผมเองได้สัมผัสครั้งแรกตอนสมัยเรียนมัธยม
โดยเพื่อนร่วมห้อง นำมาให้สัมผัสเป็นครั้งแรก
และทำให้รู้จัก และชื่นชอบมาจนทุกวันนี้...

มาถึงยุคกลาง...
เริ่มพบเห็นครั้งแรกในงานเกษตรแฟร์ ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
มีการนำมาประดับตกแต่งด้วยซอสถั่วเหลืองปรุงรส
ทำให้เกิดมีกลิ่นและรสคล้ายกับไข่นกกระทาทอดในหลุมขนมครก
ซึ่งช่วยทำให้เข้าถึงผู้คนได้ง่ายขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า
เพราะกลิ่นอันแสนยั่วยวนนั่นเอง... และผมเองก็ไม่พลาดที่จะลองอีกเช่นกัน...

มาในยุคปัจจุบัน...
มีวิวัฒนาการณ์แบบก้าวกระโดดทางการตกแต่งภายใน
โดยมีการริเริ่มใช้ซอสปรุงรส ร่วมกับพริกไทย และอาจจะเนยบ้างนิดหน่อย
ทำให้เกิดการปฏิสนธิของนวัตกรรมร่วมสมัยที่ใครก็ไม่อาจจะปฏิเสธได้...

นี่คือยุคทองของ รถด่วน เชียงใหม่
ที่ผู้คนทั้งหลายควรจะหาโอกาสมาสัมผัสสักครั้ง...

แล้วคุณจะพึงใจในความสุดยอดของรถด่วนเชียงใหม่... เหมือนผม...

ปล. ค่าโดยสาร 120 บาท ซื้อตั๋วได้ตามเทศกาลอาหารในห้างสรรพสินค้าทั่วไป
โดยเฉพาะเซ็นทรัล บางนาครับ...

eXTReMe Tracker

ยินดีต้องรับสู่โลกแห่งเวทมนตร์...

Harry Potter and the Goblet of Fire
แปลอย่างเป็นทางการว่า... แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับถ้วยอัคนี...

บางคนอาจจะฟังแล้วอาจจะนึกภาพว่าเป็นถ้วยหิน
เพราะเอาไปเทียบเคียงกับคำว่า หินอัคนี
จริงๆ แล้วคำว่า อัคนี แปลว่า ไฟ ครับ
หินอัคนี คือหินที่เกิดจากไฟ นั่นคือหินภูเขาไฟนั่นเอง...

ก็นับว่าเขาแปลได้ถูกต้องแล้วครับ...
แต่ถ้าให้ผมแปล ก็ขอแปลว่า... น้องขน หน้าหม้อ ภาคแก้วเหล้าไฟไหม้...
เพราะ Goblet แปลว่า แก้วเหล้าทำด้วยแก้ว หรือโลหะ
Goblet of Fire จึงแปลว่า แก้วเหล้าไฟไหม้นั่นเอง...

จริงๆ ก็หาไม่ยากเนอะ ผับเธคตาม RCA ก็มีขาย
ไม่รู้จะไปแข่ง ไปแย่งกันทำไม...
ไม่เชื่อสั่ง vodka แบบ shot แล้วจุดไฟดิ... Goblet of Fire ชัดๆ เลย...

ข้อมูลสำคัญที่คุณต้องรู้ก่อนอ่านต่อไปคือ

  • ผมไปดูด้วยตั๋วสมนาคุณครับ เรียกว่าดูฟรีก็ได้
  • ผมได้ดูหนังเรื่องนี้มาต่อเนื่องทุกภาค
  • ผมไม่เคยอ่านหนังสือมาก่อน แม้แต่ภาคเดียว
  • ผมไม่ได้ศึกษาเรื่องราวในเรื่องมาก่อน

เริ่มกันเลยครับ... เดินเข้าโรง...

ดูที่เซ็นทรัล ลาดพร้าว โรงธรรมดา ไม่ใช่ระบบ DTS
เพราะตั๋วฟรีเป็นชนชั้นสอง ไม่มีสิทธิ์เลือก ต้องเลือกรอบระบบเสียง Dolby ธรรมดาครับ...

ได้ที่นั่งเอียงซ้าย ไม่ค่อยดีนัก
ขนาดว่ารอเป็นสัปดาห์ให้คนน้อยลงก่อน ก็ยังมีคนมาจองกันเพียบ...

เริ่มเปิดโรง เข้าไปดูตัวอย่างหนังคิงคองไม่ทัน เสียดายครับ...
แต่ก็ได้ดูโฆษณา Happy ชวนปิดมือถือในโรงหนัง ที่ชอบมากครับ...

เริ่มเข้าหนังด้วยฉากการเดินทางไปชมการแข่งขันควิชดิชระดับโลก...
ที่ทำให้รู้ว่า พระเอกและเพื่อน ยังเป็นพ่อมดด้อยพัฒนา
เรียนมาปีที่ 4 แล้ว ยังงี่เง่า ตกตุ๊บลงพื้นอย่างแรง
ในขณะที่ชาวบ้าน เขาค่อยๆ ลงมาช้าๆ ยืนอย่างสวยงาม...

ชอบสนามแข่งครับ เข้าใจทำดี ดูอลังการ
มีการเปิดตัว ตัวละครวิคเตอร์ ครัม ว่าเก่งจังเลย...
แต่ว่าเน้นโชว์แต่การเปิดตัวผู้เล่น ยิงพลุปุปะ อะไรก็ไม่รู้
กับการหาเรื่องกันของพระเอกกับพ่อของมัลฟอยด์ แกงค์หัวหงอก
สรุปแล้วไม่ได้ดูการไล่ล่าควิชดิชให้หายอยากแม้แต่น้อย...

อยู่ดีๆ ตัดมานอนในเตนท์วิเศษอีกที
อยู่ดีๆ ก็มีคนบอกให้หนี วุ่นวายๆๆๆ
ออกไปเจอคนบ้าไล่เผาเต๊นท์ชาวบ้านไปทั่ว... (อะไรฟะ...)
พระเอกดันซื่อบื้อ วิ่งหนีเขาไม่ทัน เจอชนสลบไปซะงั้น... (โง่ซ้ำซ้อน...)

กำลังสงสัยว่าไอ้บ้านั่นทำไมต้องยิงสัญลักษณ์หัวกระโหลกลิ้นงูด้วย
ยิงเรียกพวกเหมือนหนังจีนก็ไม่ใช่ ไม่เห็นมีใครมาช่วยมันเลย
จะว่ายิงแล้วคุยกับมันได้ ก็ไม่ใช่ มันก็เหมือนสัญลักษณ์ธรรมดา
สรุปแล้วมันทำไปเพื่ออะไร ยังสงสัยจนบัดนี้...

สรุปว่างานแข่งล่ม พระเอกยกพวกกลับโรงเรียน
อยู่ดีๆ ไม่มีปีมีขลุ่ย ครูใหญ่ ซึ่งภาคนี้ดูเสียจริต ลุกลี้ลุกลนมาก
ก็ประกาศว่า โอ้ว... เราเป็นเจ้าภาพแข่งกีฬารักสามเส้า...

ต่อมาก็มีอีกสองโรงเรียนที่ไร้ที่มาที่ไปโผล่มา
อันนึงโผล่มาจากน้ำ อีกอันบินมากับรถพ่วงม้าบิน
เชื่อป่ะ ป่านนี้ผมยังไม่รู้เลยว่าอันไหน มันของโรงเรียนไหน
จะว่าพวกรัสเซียสุดโหดมันมากับม้าบินสวยหวานก็ใช่ที่ เลยเดาๆ เอาว่ามันมากะเรือดำน้ำ...

แล้วก็แหกม่านประเพณีบุกเข้ามาตอนเขากำลังพูดกันอยู่ ไร้มารยาทมากๆ
โรงเรียนแรกที่เข้ามา เป็นพวกสาวๆ หัว QP...
ที่เดินได้แก่แร่ดมาก... เดินมาทำเสียง "อะ ฮ้า....." ซ้ายที ขวาที... (อะไรของมันฟะ....)
ชอตนี้ปวดหัวจี้ดๆ เลยครับ... ไม่เข้าใจว่าทำเพื่ออะไร...

ตามมาด้วยการเปิดตัวของอีกโรงเรียน
คราวนี้มาเหมือนกองทัพรัสเซ๊ย เอาไม้พลองเดินตำไฟแลบไปเรื่อยๆ
ก็น่าสนใจดี... แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องโชว์ปาหี่พ่นไฟออกจากปากด้วยเนี่ย...
จะเผาโรงเรียนเขากันเหรอ...
ชอตนี้ไมเกรนเริ่มจับขมับซ้าย จี๊ด จี๊ด.....

และก็มีเรื่องให้สงสัยอีกอย่าง... พวกที่มามันไปนอนกันที่ไหน...
โรงเรียนมีที่ว่างเหลือเยอะเหรอ แล้วแยกที่พักชายหญิงป่ะ
จะมีเช่าห้องอยู่ด้วยกันเหมือนนักศึกษาไทยมั๊ย... คำถามสารพัดเริ่มประดังเข้ามา...

ตัดไปถึงตอนเปิดตัวแก้วเหล้าไฟไหม้...
ไม่รู้ว่าจินตนาการคนเขียนเขาจะให้มันเป็นแก้วเล็กๆ เหมือนคำว่า Goblet หรือเปล่า
หรือว่าจะใหญ่ตึ้มเหมือนถ้วยวิมเบิลดัน เหมือนในหนัง
ชอบไฟสีฟ้า เท่ดี ดูแล้วประทับใจมาก...
แต่ได้ข่าวว่าแก้วนี้มีที่มาที่ไป แต่ในหนังก็ไม่กล่าวถึง ดูแล้วงงมาก...

ตัวละครภาคนี้ออกมาเยอะมาก แต่ได้พูดกันคนละไม่กี่คำ
เหมือนเป็นละครการกุศล ที่ดารารับเชิญได้พูดแค่ประโยคเดียว
คิดแล้วเซ็งจิต สุดบรรยาย...

แล้วก็มาถึงตอนเริ่มแข่ง...

อะไรก็ไม่รู้ อยู่ดีๆ ก็มีคนมาบอกพระเอกให้รู้นั่นรู้นี่
เหมือนกับขี้เกียจผูกปมเรื่องแล้ว เอาง่ายๆ ว่า มีปริศนาอะไรขึ้นมา
ก็ให้มีคนมาบอกซะ มันจะได้เดินเรื่องต่อได้
ไม่รู้อันนี้เป็นความหมดมุกของผู้แต่งเรื่องหรือเปล่า
แต่ว่ามันทำให้พระเอกยิ่งดูไม่ได้เรื่องเข้าไปใหญ่
ดูแล้วเซ็งมาก...

ตอนด่านแรก ชิงไข่ทอง มังกร
ไม่ได้รู้เลยว่าสองสามคนแรกที่ไปชิงไข่ ทำอะไรถึงชิงมาได้
แต่ละคนเก่งด้านอะไร มีความน่ากลัวตรงไหนก็ไม่รู้
สรุปว่าหนังให้เดาเอาเอง... ตรงนี้เสียรสมาก คนดูไม่มีความลุ้นในการแข่งเลย...

พระเอกออกไปก็เหมือนเด็กง่อยใช้เวทมนตร์ไม่เป็น
กว่าจะขยับไม้คฑาวิเศษได้ ก็แทบจะโดนงับหัวหลุดไปแล้ว
ไอ้คาถาบทที่ภาคที่แล้วยิงแสงบี๊บๆ ได้เนี่ย ลืมไปแล้วเรอะ
เห็นภาคก่อนๆ ยังเก่งอยู่เลย ทำไมภาคนี้เหมือนเด็กเรียนใหม่
ไม่รู้บริษัทหนังมันขี้เกียจลงทุนทำ special effect หรือเปล่า...
แต่คนดูเซ็ง...

สรุปก็เอาไข่มาได้ แต่เปิดแล้วมีเสียงแหลมแป๊ด...
ช่วงที่กำลังนึกอะไรไม่ออก ไม่รู้ว่าต้องเปิดภายในเวลาเท่าไหร่ก็ไม่บอก
อยู่ดีๆ ก็มีคนมาบอกวิธีเปิดเฉยเลย... ให้ไปเปิดในน้ำร้อน... ไข่ลวกสำเร็จรูป....

ขึ้นไปถึงก็ไปเปิดก๊อกน้ำร้อนอาบเฉย...
ทำไมเปิดคราวนี้มันไม่ตกตุ้บลงไปที่ Secret Chamber ก็ไม่รู้
เผื่อจะไปเจองูยักษ์ตัวเก่าภาค 2 จะได้โดนแย่งกินไข่ทองไปอีก สนุกไปอีกแบบ...

เอาเป็นว่าผมก็เพ่งจ้องหัวนมแฮรี่ ตามคำยั่วยุของป๋าบิ๊คจนได้....
เป็นน้องขนจริงๆ ด้วย...

และวิญญาณโถส้วมภาคนี้หื่นกามมาก....
ภาคก่อนแค่ร้องน่ารำคาญ กับลอยไปลอยมา เหมือนเด็กเอ๋อ
แต่ภาคนี้พูดจารู้เรื่อง แถมมีแววอยากจะทำอะไรที่ทำไม่ได้ด้วย... จริงๆนะ...

ก็เลยรู้ว่าด่านต่อไป ต้องลงน้ำ...

แต่ที่ยังสงสัย คือทำไมต้องเอาคนลงไปแช่น้ำเป็น "ของ" ที่ต้องเอาขึ้นมา
แล้วใครเป็นคนจับเด็กไป ทำไมโหดโคตรขนาดนี้
อยู่ดีๆ จับเด็กวัยทีนเอจ ไปทำเป็นหุ่นขี้ผึ้ง
(เพลงประกอบ) ในห้องมีหุ่น... ท่านเจ้าคุณไล่ปล้ำเจ้าหญิง... หุ่นชาวนาทำหน้าเหมือนลิง...
(มุกห้องหุ่นช่องเจ็ด คนอ่านเกิดทันภาคแรกกันป่ะเนี่ย... ไม่งั้นแป้กรับประทานแน่...)
ตอนดูน้อง โช แชง โดนช่วย เหมือนดูหุ่นผีเลยอ่ะ.... น่ากลัวสยองขวัญมาก...
หนังซีดๆ ตัวแข็งๆ... โอย... ฮอลลีวู้ดป่วยหนัก...

พระเอกก็ยังคงใช้เวทมนตร์ไม่เป็นอยู่ดี น่าจะให้โดนรีไทร์ออกไปซะ
คนอื่นเขาใช้เวทมนตร์สร้างฟองอากาศมั่ง แปลงเป็นฉลามมั่ง
พระเอกต้องมาพึ่งหญ้าเหงือกปลา อะไรก็ไม่รู้ ไม่มีที่มาที่ไปมาก่อน
รู้แต่ว่ากินเข้าไปแล้วดันมีเหงือกเป็น water world เลย แถมเท้าหลายเป็นตีนกบอีก
แต่ดูแล้วสยองมากๆ.... เหมือนดูผีกัปปะฝรั่งว่ายน้ำเล่นเลย...

ตอนหลังพระเอกแสดงความมีน้ำใจ ช่วยสองคนขึ้นมาพร้อมกัน
เลยโดนสาว เฟลอร์ เดอลากูร์ หอมเข้าให้... ฐานช่วยน้องสาวเธอขึ้นมาด้วย...
แต่ก็ไม่ทำให้ความรู้สึกคนดูดีขึ้นมาได้... แค่หอมเองเหรอ ไม่ French Kiss ฟะ...

ถ้าจำไม่ผิด อยู่ดีๆ ก็มีการประกาศว่าจะจัดงานเต้นรำ
ช่วงนี้น้องขน แสดงความหน้าหม้อออกมาอยางแรง
คิดจะเคลมน้อง โช แชง (หรือโจ จาง..?) ให้ได้...
แกล้งไปเดินบังทางออกประตู แล้วชวนเขาเป็นคู่เต้น
เสียดายน้องโชมีคู่แล้ว พระเอกเลยหน้าแหกหมอไม่รับเย็บ
ถ้ามีเพื่อนอยู่แถวนั้นคงโห่เสียความมั่นใจไปอีกนาน...

วันจัดงานเต้น ไอ้เราก็นึกภาพซะอลังการ ให้สมกับการรอคอย...
ที่ไหนได้ ไม่ค่อยจะได้เรื่องเท่าไหร่ เต้นกันหยอยๆ จับเอวยก ดูเนิบๆ เกือบหลับ
ไปดูหนังเต้นๆ สมัยก่อนที่งานเลี้ยงมัธยมเต้นพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ยังสนุกกว่าอีก

ฉากนี้ลำเอียงเอาซะเฮอไมโอนี่สวยเด้งอยู่คนเดียว นอกนั้นตัวประกอบชัดๆ...
แถมโดนครัมเอาไปกินอีก... โอย... หมีรัสเซียไร้อารมณ์....
เซ็งมากๆ... ไม่อลังการ ไม่สวย ไม่ได้เรื่อง...

ถัดมาด่านสาม ด่านสุดท้าย เข้าเขาวงกต ต้นไม้
ดูแล้วนึกถึงสวนหลวง ร.9 เลย ที่สวนมีด่านเขาวงกตแบบนี้ให้เดินเล่นด้วย
ลองไปเดินกันดูสิครับ... ผมโง่อ่ะ เดินหลงด้วย...

ช่วงนี้ก็ไม่เข้าใจอยู่ดี ว่ามันจะเจออะไรกันแน่
แล้วทำไมเจ้าครัม ถึงได้กลายเป็นผีต้อกระจก ไล่ฆ่าชาวบ้าน ในขณะที่คนอื่นไม่เป็น
จะว่าโดนหมอกพิษสะกดจิตเหรอ หรือว่าเผลอไปกินอะไรในนั้นเข้าก็ไม่บอก
ปล่อยให้คนดูงงต่อไป...

ทางเดินก็จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ บางจุดก็บีบเข้าหากัน
ไม่รู้ว่าใครสั่งให้ไม่ใช้เวทมนตร์หรือเปล่า ไม่เห็นตั้งใจใช้กันเลย
เป็นผมจะยิงไฟเผามันให้หมด เกะกะนัก จะมาเดินหลงให้งงทำไมก็ไม่รู้...

และที่งงสุดๆ รากไม้ในนั้นมันจะลากคนไปทำไม
มันกินคนเหรอ หรือว่ายังไง เห็นมันลากน้องเฟลอร์เข้าใต้พุ่มไม้ไปเฉยๆ
แต่สุดท้ายเธอก็โผล่มา ไม่ตาย.... เลยงงว่ามันจับไปทำอะไร เพื่ออะไร งง งง งง...

ช่วยกันไปช่วยกันมา น้องขนกับเซดริก ก็วิ่งเข้าไปจับถ้วยพร้อมกัน
เลยโดนดูดจ๊วบไปโผล่ตรงที่เขาทำพิธีชุบชีวิตโวลเดอมอร์ซะงั้น
ตรงนี้พอเข้าใจได้...

แต่พระเอกก็แสดงความไม่เอาไหนอย่างไม่หยุดยั้ง
ทำอะไรไม่ได้ซักอย่าง โดนจับกรีดเอาเลือดไปต้มเฉย
เซดริกก็ต้องมาตายเพราะมันอีก
ถ้ามันเปลี่ยนใจแทงตัดขั้วหัวใจซะก็ดี จะได้ไม่ต้องดูภาคต่อไป ตายซะ...

โวลเดอมอร์ก็คืนชีพ แล้วก็อยากประลองกับหนูขน
เลยสู้กันสนุกสนาน ยิงลำแสงปะทะกัน แล้วก็ บลา บลา บลา ไม่รู้เรื่องเลย...
แต่เห็นวิญญาณพ่อแม่น้องขนมาพูด บลา บลา บลา
วิญญาณ
เซดริกบอกให้เอาร่างตูกลับไปด้วย อย่าทิ้งฉันไว้ เดี๋ยวฉันกลายเป็นผีเร่ร่อน...

พระเอกกลับมาได้ เป็นผู้ชนะ ที่ไม่น่าภูมิในซักนิด
เพราะไม่ได้แก้ปัญหาเองซักข้อ มีคนช่วยตลอด...
ฉากนี้พ่อของเซดริกเข้ามากอดศพลูก.... เศร้าจริงๆ...
ชอตนี้สอบผ่าน นอกนั้นสอบตก...

แล้วก็จบแบบหนังสำหรับครอบครัว
ผู้คนร่ำลากัน ฝากที่อยู่ให้กัน ขอให้เขียนหากัน

พร้อมประโยคคุยกันที่พาให้สงสัยว่ามันจะไม่เจอกันอีกแล้วเหรอ
ทำไมต้องให้เขียนถึงกัน มันเรียนจบกันแล้วเหรอ ฯลฯ

แล้วใครบอกผมทีว่าน้ำยาสรรพรสใช้ทำอะไร
มันใช้แปลงร่างเป็นคนอืนหรือเปล่า
เพราะไม่เห็นมีบอกเลยว่ามันใช้ทำอะไร
ผมยังนึกว่ามันใช้ปรุงอาหารอยู่เลยเนี่ย...

โอ๊ย... พอที สรุป สรุป สรุป...

สรุปนะ...

เป็นภาคต่อที่ทำได้งงแบบสุดๆ
ไม่บอกที่มาที่ไป ไม่ให้เหตุผล
คนไม่เคยอ่าน ไม่ควรไปดูเลย เพราะจะไม่รู้เรื่อง

ภาคนี้สอบตกเพราะ...

  • ไม่มีฉากเล่นควิชดิชให้ตื่นเต้น...
  • ไม่มีการเรียนการสอนวิชาใหม่ๆที่น่าสนใจ
    ภาคที่แล้วยังมีเรียนควบคุมม้าหัวนกเลย
    มีปลูกต้นไม้ที่รากมันร้องแหกปากด้วย
    ภาคนี้ไม่มีเลย
  • ไม่มีเหตุผลรองรับ ผูกเรื่องหลวมโพลกเพลก
  • เวทมนตร์แปลกๆ โผล่มาน้อยมาก ขนาดขี่ไม้กวาดยังมีฉากเดียว
  • ไม่ค่อยมีสัตว์ประหลาดให้ดูเท่าไหร่

สิ่งเดียวที่คิดว่าดีคือ การได้เข้าไปดูตัวละครที่เรารักเติบโต
เห็นว่าเขาเป็นอย่างไร สบายดีไหม...

เหมือนคนรู้จักกันมาหลายปี
แค่เจอกันปีละครั้ง จะทำไม่ได้เชียวหรือ...

ออกจากโรง ใช้เวลาประมาณสองชั่วโมงครึ่ง...
ไม่นานขนาดทำให้กระเพราะปัสสาวะระเบิดเหมือน Lords of The Rings

แต่ก็ยังยืนยันคำเดิม... ภาคนี้แย่...

ปล. ขออภัยที่ไม่ละเอียด เพราะจำไม่ค่อยจะได้แล้ว ไมเกรนจะกินเพราะมัน...

eXTReMe Tracker

เอนทรี่ Resurrection...

พูดถึงแล้วก็ยังเศร้าไม่หาย...
เอนทรี่หายสาบสูญไปเมื่อคืน นี่คือการเขียนขึ้นจากความทรงจำ
และมันคงไม่เหมือนต้นฉบับนัก... R.I.P.

ขอพาท่านเข้าสู่ Review สยองขวัญสั่นประสาท...

วันนี้ขอพาทุกท่านมาพบกับ...

ชื่อ : Basset's BabyBears
น้ำหนัก : 500g
ราคา : ไม่ปรากฏ
ที่มา : ประเทศเดนมาร์ก
มายังไง : พี่ผมซื้อมา

ใช่แล้วครับ วันนี้เราจะมาชม ขนมเยลลี่ หมีน้อย ที่มาไกลจากเดนมาร์ก
มีลักษณะเหมือนขนมจอลลี่แบร์ ของพี่ไทยนั่นเอง...

มาดูสมาชิกภายในถุงกัน...

ลูกหมีสี่ตัว สี่สี สี่สไตล์...

มาดูด้านข้างบ้าง...

หมีน้อยสี่ตัว แหกแข้ง แหกขา ชี้ฟ้า ท้าดิน...
ดูๆ เหมือนจะน่ารักดี...

มาสังเกตุลักษณะภายนอก จะเห็นได้ว่าหน้าตาไม่เหมือนหมีพี่ไทยเท่าไหร่
เริ่มจาก ใบหน้า มีตา หู จมูก ปาก ครบถ้วน ในขณะที่หมีพี่ไทย แทบไม่มีอะไรเลย...

มาส่วนลำตัว จะเห็นว่ามีรายละเอียดของขน ซึ่งหมีพี่ไทย ก็ไม่มีอีกเช่นกัน
แสดงให้เห็นว่า ฝรั่งบ้าขน...

ต่อไปมาวัดขนาด...

จะเห็นได้ว่า ยาวประมาณ 2 ซม. น่าจะยาวกว่าหมีพี่ไทยอีกเช่นกัน...
ข้อนี้ก็แสดงให้เห็นอีกว่า... ฝรั่งยาวกว่าไทย...

จบการนำเสนอทางกายภาพ ต่อไปเป็นด้านรสชาติ...

ผลสรุปในด้านต่างๆ มีดังนี้...

  • รสสัมผัส : เคี้ยวแล้วค่อนข้างเหนียว และสัมผัสเหมือนกาละแมบ้านเรา
  • กลิ่น : กลิ่นแรงมากๆ ไม่รู้จะใส่กลิ่นแรงขนาดนี้ทำไม เด็กฝรั่งคงจะหนาวจนจมูกชาน่ะครับ
    พี่แกใส่กลิ่นแบบไม่เกรงใจใคร เหมือนสเปรย์ดับกลิ่นในห้องน้ำเป๊ะๆ...
    และยิ่งสีเหลืองหรือสีส้มนี่แหละ เหมือนมีกลิ่นพริกไทยจางๆ ด้วยอ่ะครับ
    กินแล้วรู้สึกเหมือนห้องน้ำโรยพริกไทยเลยครับ...
  • รสชาติ : โคตรหวาน ไม่รู้จะนิยามว่าอะไร... เอาเป็นว่าเด็กฝรั่งคงลิ้นด้านน่ะครับ
    ทำขนมอะไรก็หวานไปหมด หวานมากๆ... กินมากๆ จะแสบคอ แสบไส้...

สรุปผลโดยรวม เหมือนยกห้องน้ำหวานๆ ของโรงงานทำกาละแมที่ทำพริกไทยหก มาไว้ในปากคุณ... -_-"

กินแล้วรู้สึกว่าเด็กไทยก็ยังโชคดีกว่าหลายๆ ประเทศนะครับ
ที่ได้กินขนมที่เรียกได้ว่าอร่อยจริงๆ ไม่ได้โดนหลอกว่าอร่อย เพราะไม่มีทางเลือกอื่น

และขนมพี่ไทยราคา 10 กว่าบาท ก็อร่อยเหมือนขนมเมืองนอกราคาเป็นร้อยได้เหมือนกันครับ...

จากลากันไปด้วยรวมฮิตลูกหมีสี่ตัว...

ดูๆ ไป จากน่ารัก จะเริ่มน่ากลัวนิดๆ แล้วครับ... T_T

eXTReMe Tracker

สงวนลิขสิทธิ์ Creative Commons:Attribution-Noncommercial 3.0 Unported