Lets-Thinks

วันเด็ก 2556...

posted on 11 Jan 2013 22:23 by kohsija in Lets-Thinks
เด็กในวันนี้ คือผู้ใหญ่ในวันหน้า...
 
ได้ยินประโยคนี้มานานจนลืมจะนึกว่า ใครเป็นคนคิด
รู้แต่ว่า รู้ตัวอีกที ฉันก็พ้นวัยเด็ก กลายเป็นผู้ใหญ่ของวันหน้าที่ว่านั่นไปแล้ว...
 
เขาว่าคนเรามันหนีกรรมไปไม่พ้น...
 
ใช่... ทุกวันนี้ ก็ต้องกลายมาเป็นผู้ใหญ่ ที่รำคาญเด็ก แบบที่ตัวเองเคยเป็นเมื่อหลายปีก่อน
โหวกเหวกโวยวาย เสียงดัง ไม่นั่งนิ่งๆ กินเปลือง แถมไม่เกรงอกเกรงใจเสียอีก...
 
คิดไปคิดมา หลายอย่างนั่น... ฉันก็เคยทำ...
 
คิดได้ดังนั้น บางทีก็ต้องทำตัวเหมือนผู้ใหญ่ใจดี ไม่รำคาญเด็กๆ หัวขนที่วิ่งเปะปะไปมา
ถ้าเป้นลูกหลานตัวเอง ก็อาจจะให้อารมณ์อีกแบบ... แต่นี่ไม่ใช่...
 
พอดีว่า จนบัดนี้ก็ยังไม่มีลูกเมียเป็นของตัวเอง
ยังทำตัวเป็นคนแก่เนิร์ดๆ ไปวันๆ เหมือนกับโลกนี้จะไม่มีวันดับสูญ...
 
คิดเล่นๆ ดู... ถ้าคนเรามีอายุยืนยาวสักสามแสนปี เราคงไม่คิดไม่ทำอะไรแบบนี้กัน
คนเราอาจจะเห็นแก่ตัวนอยกว่านี้มากก็ได้
เพราะเห็นแก่ตัวไป สุดท้ายทุกคนก็แทบจะมีทุกอย่างเท่ากันอยู่ดี
เนื่องด้วยเวลาที่ยาวนานมาก ย่อมปรับทุกอย่างให้เข้าสู่สมดุลไปดังนั้น...
 
คนคงเห็นทุกข์เห็นโทษของชีวิตน้อยลง เพราะอยู่นานจนเบื่อแล้วเบื่ออีกก็ยังไม่ตาย
เสพสุขมาแล้วทุกอย่างในโลก ไปมาแล้วทุกประเทศ มันก็ยังไม่ตาย...
 
แต่ทำไงได้ อายุขัยคนเรามันมีจำกัดเท่านี้ ถึง 100 ปีก็นับว่าโอเวอร์แล้ว
ก็ไม่แปลกที่คนเราจะเห็นแก่ตว และแบ่งแยกวัยเด็ก วัยผู้ใหญ่
 
วัยเด็กมีกำลัง ผู้ใหญ่มีเงินทอง ชรามีเวลา
ทั้งสามส่วน ล้วนปรับสมดุลของกันและกัน
 
ถ้าคนใดไม่สามารถทำให้มันสมดุลได้ ย่อมมีความทุกข์...
 
ยิ่งอายุมากขึ้น เราก็ยิ่งใกล้หมดเวลามากขึ้น
จากเคยอายุมากเร็วๆ ก็อยากจะอายุเพิ่มช้าๆ...
 
วันเด็ก อาจมีไว้ให้เด็กรู้ว่าตัวเองเป็นใคร
และผู้ใหญ่ ก็ได้รู้ว่า เวลามีค่าขนาดไหน...
 
สุขสันต์วันเด็ก 2556 ครับทุกท่าน...

ประโยค meme ที่เกิดจากอินเตอร์เน็ตคำนี้ คงจะรู้จักกันดีอยู่แล้ว
ก็คงไม่พูดถึงให้เสียเวลา...

แต่มันทำให้นึกถึงประสบการณ์ในวัยเด็กของตัวเองได้ดีเหมือนกันครับ

ตอนเด็ก เหมือนว่าผมจะถูกสอนมาว่าโลกนี้มีแค่ขาวกับดำ
ทุกอย่างมีเส้นแบ่งชัดเจน คือ ถูก-ผิด คนดี-คนชั่ว อะไรทำนองนั้น

พอพ้นจากอกพ่อแม่ เด็กต้องเข้าไปเรียนหนังสือในโรงเรียน
สิ่งที่เขาพอจะพึ่งพิงในฐานะอำนาจเหนือฝ่ายดีได้ ก็คงเป็นคุณครู

พ่อแม่มักสอนว่า ถ้ามีเรื่องอะไรให้ไปบอกครู
โดนเพื่อนแกล้ง ของหาย หรือมีปัญหาอะไร ให้ไปบอกครู

ถ้าเด็กๆ ด้วยกัน ก็จะเรียกว่าฟ้องครู คนฟ้องก็ถูกเรียกว่าไอ้ขี้ฟ้อง ตามสูตร

เสร็จแล้วครูก็จะมาถามว่า ใครผิด?
ตัดสินกับแบบ ขาว-ดำ

ทำให้ผมคิดว่า คนร่วมยุคร่วมสมัยกับผม น่าจะถูกหล่อหลอมมาแบบนี้เหมือนกันหลายคน
คือจะต้องอิงอาศัยอำนาจเหนือ อะไรสักอย่าง เพื่อตัดสินสิ่งตรงหน้าแบบ ขาว-ดำ

ไม่มีตรงกลาง ไม่มีเทาๆ แทบไม่มีคำว่า ถูกทั้งคู่
เพราะมันมีแค่ใครผิด กับผิดทั้งคู่ และถูกตีทั้งคู่ไปตามระเบียบ... -_-

พอโตขึ้นสักหน่อย ผมพบว่า อำนาจเหนือที่จะให้เราพึ่งพิงได้เริ่มน้อยลงเรื่อยๆ

เราเลิกฟ้องครู เลิกฟ้องพ่อแม่ แต่ตัดสินด้วยหัวโจก
ใครแข็งแรงที่สุด นั่นแหละ ผู้มีอำนาจเหนือ

จบชีวิตการศึกษา ออกมาทำงาน ก็วนมาฟ้องหัวหน้า ฟ้องเจ้านาย

นอกชีวิตทำงาน ฟ้องใคร ฟ้องตำรวจ ฟ้องผู้มีอิทธิพล

หลายครั้งที่รู้สึกว่าไม่อยากจะพึ่งพิงใคร ไม่อยากอยู่ใต้อำนาจเหนือของใคร
กลับทำให้กลายเป็นคนไร้อำนาจสิ้นเชิง

ก็โดนไอ้พวกขี้ฟ้องพวกนี้แหละ ใช้อำนาจเหนือมาเอารัดเอาเปรียบ
ซึ่งโดนในรูปแบบไหน คงไม่ต้องสาธยายให้มากความ

กลายเป็นว่า การอยากเป็นปัจเจกบุคคลซึ่งมีสิทธิเสรีภาพเต็มเท่าเทียมกันหมด
กลับเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก หรือเป็นไปไม่ได้เลย

เพราะเราก็อยู่ในระบบแบบนี้กันมา และก็อยู่แบบนี้กันไป มาตลอด ไม่เคยเปลี่ยน

สุดท้าย ถ้าอยากอยู่อย่างปลอดภัย
ก็จะพบว่าตัวเองกำลังวิ่งเข้าหาอำนาจเหนืออะไรสักอย่าง เพื่อเอาไว้คุ้มกะลาหัว

ถึงจะอยากหรือไม่อยาก รู้หรือไม่รู้

เราทุกคนก็ทำมันอยู่... หรือไม่จริง?

ผมเชื่อในกฎของความมีเหตุผล...

กฎเดียวกับในพุทธศาสนาที่กล่าวว่า ทุกอย่างต้องมีเหตุ

ใช่ครับ ทุกอย่างในโลกมีที่มา
ไม่มีสิ่งใดไม่มีที่มา ไม่มีสิ่งใดเกิดโดยไร้เหตุผล

ถ้าเราอยากได้อะไร ก็แลกด้วยอะไรบางอย่างที่มีค่าเท่ากัน
เราอยากกินน้ำ ต้องเดินไปเทน้ำใส่แก้ว แล้วยกขึ้นดื่ม
อะไรประมาณนั้น...

เวลาทำงาน ถ้าหวังให้ลูกน้องมีผลงาน
ผู้มีอำนาจเหนือก็ต้องลงทุนใส่ input บางอย่าง
เช่นอุปกรณ์ที่จำเป็น เวลาที่ต้องให้ ค่าตอบแทนที่ควรได้รับ

เวลาอยากให้ลูกฉลาด ให้โตเป็นคนดี
พ่อแม่ก็ควรจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้เห็นแต่เด็ก
พาเด็กไปเรียนรู้ หรือหาความรู้มาให้เด็กศึกษา
ให้ความรักและสภาพจิตที่ดีให้เด็ก

การคาดหวังว่าใครคนหนึ่งจะสามารถเสกทองจากอากาศ
สร้างฐานะได้จากความไม่มีอะไรเลยแม้แต่โอกาส

จึงเป็นเรื่องอันเป็นไปไม่ได้..

ไม่มีใครสร้างอะไรจากศูนย์

เขามีอะไรบางอย่างอยู่แล้ว จากน้อยๆ ค่อยๆสร้างให้มากๆ
เช่นมีความมานะพยายาม มีความฉลาดรู้ในบางอย่าง
มีโอกาสเข้าถึงทรัพยากรบางอย่างที่คนอื่นไม่เข้าถึง

อะไรบางอย่างที่คนอย่างเราไม่มีเหมือนกัน
เราจึงมีชีวิตและอะไรๆ ที่ต่างกัน

บางครั้ง เราอาจรอให้บางอย่างสุกงอม ถึงเวลาออกผลของมัน
เวลา ความรู้ เงินทุน เพื่อนดีๆ หรืออะไรสักอย่างที่เรียกว่าโอกาส...

บางทีเราก็ไปเร่งมะม่วงให้สุกก่อนเวลาจะอร่อยไม่ได้...

ก็เพราะมันไม่มีปาฏิหาริย์จากความว่างเปล่า....



eXTReMe Tracker