Conclusion

หวยอิชิตัน 2555...

posted on 09 Oct 2012 21:57 by kohsija in Conclusion directory Knowledge
กลับมาอีกครั้ง กับหวยอิชิตัน แจกทอง 1 ล้าน ประจำปี 2555

ผมลองซื้อสลากขวดอิชิตันเอาฝาขวดแล้วเทน้ำทิ้ง
ล้อเล่น กินแหละ เสียดายเงิน...

พบว่า หวยอิชิตันรอบนี้ ใช้ตัวเลข 10 หลัก
มากยิ่งกว่าสลากกินแบ่งรัฐบาลที่มีแค่ 6 หลัก

ลองคิดดูความน่าจะเป็น ตามวิชาที่ลืมไปแล้ว
เลข 10 หลัก คิดง่ายๆ ก็คือ โอกาสถูกอยู่ที่ 1 ใน 10,000,000,000-1
คิดคร่าวๆ อ่านง่ายๆ คือ 1 ใน 1 หมื่นล้าน

เขาแจกกัน 60 รางวัล นั่นคือโอกาส 60 ใน 1 หมื่นล้าน

แต่เลขที่คุณได้ เกิดจากการสุ่ม เลือกเองไม่ได้เหมือนหวย
ดังนั้น โอกาสที่จะได้ อาจเพิ่มขึ้นหรือลดลงเป็นอนันต์ ที่ผมตอบไม่ได้

คิดเป็น % ที่มีโอกาสถูก คือ 6.0 × 10-7 % หรือ 0.0000006% นั่นเอง...

ไม่รู้จะอุทานคำว่าอะไร...

เอาเป็นว่า ซื้อขำๆ ได้ก็ดี ไม่ได้ก็ช่าง 
ลงทุนไป ก็ไม่เพิ่มโอกาสอย่างมีนัยสำคัญแต่อย่างไร

ก้มหน้าทำงานเก็บเงินกันต่อไป...

ใครจะรวยเท่าไร ก็ปล่อยให้รวยเสียให้เข็ด... 
ยิ่งคิด ผมก็ยิ่งรู้สึกตัวว่า ทุกวันนี้ผมรู้เรื่องเกี่ยวกับช่วงเวลาปัจจุบัน น้อยกว่าเด็กๆ ชั้นประถมเสียอีก
 
ผมคิดว่า ช่วงเวลาเป็นเด็ก เป็นช่วงเวลาทองแห่งการเรียนรู้จริงๆ
เรามีทั้งพลังสมองที่ตื่นตัว และการเข้าสังคมที่ทำให้ได้ความเห็นที่หลากหลาย
มีโอกาสได้เข้าถึงหนังสือ และสิ่งที่อยากรู้ มีคนพร้อมอยากป้อนความรู้ให้เรา...
 
เวลาผ่าน พอเราโตขึ้นเสียอีก ที่เราใช้ความเป็นปัจเจกและอัตตาส่วนตน แยกตัวออกจากคนอื่นมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะคิดว่าตัวเองต้องดีต้องเก่งกว่าคนอื่นให้ได้
 
เราเริ่มมีเพื่อนน้อยลงเรื่อยๆ จากที่เคยเล่นกันได้ทั้งห้อง สามสี่สิบคน ค่อยๆหดเหลือสิบคน ห้าคน สามคน สองคน หรือบางคน ไม่มีเพื่อนเลย มีแค่คนรู้จักธรรมดา
 
นั่นไม่ใช่การตัดโอกาสเข้าถึงแหล่งความรู้อันหลากหลายหรอกหรือ เพราะด้วยมุมมองอันจำกัดของคนๆ เดียว ย่อมไม่อาจแสวงหาความรู้ได้กว้างขวางเท่ากับสี่ห้าสิบคนแน่ๆ
 
เราแก่ขึ้น เพื่อเรียนรู้เฉพาะทาง และลดระดับความรู้อันกว้างขวางลง
 
เด็กๆ สมัยนี้ โตขึ้นมาก็เห็นคอมพิวเตอร์ ได้ใช้ tablet กันแล้ว
เขาไม่เคยเห็นโมเด็มแบบ dial-up ด้วยซ้ำ แต่เขาใช้โปรแกรมสำเร็จรูปเก่งกว่าคนสมัยเราๆ
 
บางทีเราก็เริ่มตกยุค เพราะสิ่งที่เรารู้และเข้าใจ มันก็เริ่มไม่ใช่อะไรที่อยู่ในเวลาปัจจุบันแล้ว
 
นี่สินะ... ความรู้สึกของลุงๆป้าๆ พ่อแม่ ที่เราเคยไม่เข้าใจ...
 
พออายุมากขึ้น... ฉันก็เริ่มจะค่อยๆ เข้าใจแล้ว...

หลังผ่านชีวิตมาช่วงหนึ่ง...

ผมเกิดตกผลึกแนวคิดการใช้ชีวิตอย่างหนึ่งออกมาได้ นั่นคือ...
"การหวังน้อย"

ผมสังเกตเห็นว่า ในทุกๆ เรื่องของชีวิตคนเรา สิ่งที่จะนำพาความสุขและความทุกข์มาให้กับเรามากที่สุด ยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด นั่นก็คือ ใจของเราเอง

เราจะดีใจ เสียใจ พอใจ หรือผิดหวัง มากน้อย หนักเบา ก็ขึ้นอยู่กับการวางใจของเราเองทั้งนั้น

ผมจึงตั้งใจเอาไว้เสมอเวลาจะทำอะไรคือ หวังให้น้อย เผื่อใจไว้บ้าง
คิดบวกได้ หวังผลได้ แต่ต้องไม่เลยเถิดไปจากเหตุผลและความเป็นจริง

ถ้าเราคาดหวังไว้เยอะ คาดผลเอาไว้สูง
ถ้าผลมันไม่ออกมาอย่างที่ใจเราหวัง เราก็ได้แต่ความผิดหวัง...

ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว มันอาจไม่ได้เลวร้ายอย่างที่เราคิดไปเอง
มันก็ออกมาสมควรตามเหตุที่มันควรจะเกิดอยู่แล้วนั่นแหละ
แต่ใจของเราเองนั่นแหละ ที่ทำโทษตัวเอง ทำร้ายตัวเอง
ทำให้เราไม่พอใจ ทำให้เราผิดหวัง

ผมจึงหวังน้อยๆ น้อยกว่าที่ควรจะเป็นนิดหน่อยได้ยิ่งดี
เพราะถ้าผลออกมาอย่างที่คิดว่าจะเป็น แต่เราหวังน้อยกว่านั้นนี่
นี่แหละ เรียกว่ากำไร เราดีใจกว่าที่หวัง

หรือต่อให้มันพลาดไปจากที่คิด มันแย่กว่านั้น
เราก็ยังหวังเอาไว้น้อยอยู่แล้ว ถึงมันจะแย่ลงไปกว่านั้น
ก็ยังถือว่าขาดทุนนิดเดียว ใจก็ไม่เสียมากมายนัก

กลับกันถ้าเราหวังไว้มาก มากกว่าเหตุอันสมควรจะเกิด
ถ้าผลมันออกมาเท่าที่มันสมควรเกิด กลายเป็นว่าเราผิดหวัง
นี่ก็ขาดทุนแล้ว

ยิ่งถ้าผลออกมาต่ำกว่าสิ่งที่คิดว่าจะเกิด แย่กว่านั้นอีก
แต่เราหวังเอาไว้เสียสูงลิบ อะไรจะเกิดขึ้น...
ใช่.. ความผิดหวังอันมากมาย... ขาดทุนย่อยยับ...

ผมเห็นดังนั้นแล้ว ผมจึงไม่อยากจะขาดทุนทางใจอีก
ไม่มีใครบังคับให้เราคิดเพื่อทำร้ายตัวเอง นอกจากตัวเราเอง

จงคิดบนพื้นฐานแห่งความเป็นจริง และเหตุผล
เผื่อใจเอาไว้ เผื่อว่ามันจะผิดพลั้ง

เพราะสุดท้าย คนที่ให้อภัยเราเป็นคนสุดท้าย
มักจะเป็นตัวเราเอง...

รู้แบบนี้ จะทำร้ายตัวเองไปทำไม...



eXTReMe Tracker