หลังจากดูละครเรื่องไซอิ๋วมานาน
วันนี้เพิ่งจะกระจ่าง ว่านัยที่ซ่อนอยู่ของไซอิ๋ว คืออะไร

บอกก่อนว่า ผมเคยอ่านเจอบทวิเคราะห์แนวนี้มาก่อนแล้วจาก pantip
แต่ด้วยความที่ว่ามันหลายปีมาแล้ว หาไม่เจอ จนผมลืมไปแล้ว

พยายามนึกเท่าไหร่ ก็นึกไม่ออก จนวันนี้ดูแล้วถึงได้เข้าใจ..

การเดินทางไปเชิญพระไตรปิฎกของพระถังซำจั๋ง ยังชมพูทวีปนั้น
เปรียบเทียบเหมือนการศึกษาธรรมะ เพื่อไปยังจุดสูงสุด

ซึ่งจุดสูงสุดของพุทธ นั่นคือการบรรลุอรหัตผล
ซึ่งในหนัง เปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายๆ ว่าคือการไปถึงวัดหลุยอินซื่อ

พระถังซำจั๋ง คือตัวแทนของผู้ศึกษาธรรม
ซึ่งการเดินทางไปนั้น โดยนัยคือการเดินทางของจิตใจ

ซึ่งจิตใจนั้นจะบริสุทธิ์ผ่องแผ้วแต่แรกก็เป็นไปไม่ได้
เพราะทุกคนมีกิเลส นั่นคือ ราคะ โทสะ โมหะ ติดตัวอยู่

ซึ่งละครนั้น ก็เปรียบเทียบกิเลสนั้น เป็นลูกศิษย์ทั้งสามของพระถังซำจั๋ง
ซึ่งจะติดตามไปทุกที่เหมือนเงาติดตามดัว

โป๊ยก่าย คือ - ราคะ (ความหลงไหล ความยึดติด)
หงอคง คือ โทสะ (ความโกรธ ความฟุ้งซ่าน ความรำคาญใจ)
ซัวเจ๋ง คือ โมหะ (ความโง่ ความไม่รู้ ความหลง)

ซึ่งตรงกับลักษณะนิสัยของตัวละครอย่างน่านับถือคนแต่งเรื่อง

และถึงหงอคงจะมีฤทธิ์เดชมากแค่ไหน แต่ก็ไม่สามารถเหาะไปวัดหลุยอินซื่อได้
ต้องเดินไปพร้อมกับพระถังซำจั๋งทีละก้าวๆ จนกว่าจะถึง

หรือโดยนัย ก็คือไม่มีทางลัดในการปฏิบัติธรรม
ถึงโทสะของเราจะใจร้อนอยากบินไปให้ถึง อยากบรรลุ
แต่การจะไปถึงจริงๆ นั้น ทำได้ทางเดียว คือการปฏิบัติสติปัฎฐาน 4 เท่านั้น

จะข้ามขั้น หรือหาใครมาพาไปไม่ได้
ต้องเดินด้วยตัวเองทีละขั้น ทีละก้าวเท่านั้น...

ในละครวันนี้ สามพี่น้อง เพิ่งจะคิดได้ว่า ถ้าหากบรรลุอรหันต์
เขาก็จะไมได้ในสิ่งที่เขาหวังก่อนเดินทาง

หงอคง ก็จะไม่ได้เป็นเทพต่อยตีกับใครอีก
โป๊ยก่าย ก็จะไม่ได้สมรักกับฉางเอ๋อที่ครองรักกันมาพันชาติ
ซัวเจ๋ง ก็จะไม่ได้รับความฉลาดหรือปัญญาที่หวังเอาไว้

จนถึงกับอยากจะถอดใจเลิกเดินทาง ไม่อยากบรรลุธรรม

ซึ่งก็เหมือนกับจิตใจของเราเหล่าปุถุชนทั้งหลาย
ผุ้กำลังเดินทาง ผู้กำลังศึกษา

กว่าจะถึงนั้น ต้องต่อสู้กับกิเลสมากมายในจิตใจ
คิดไปนั่น คิดไปนี่ จนสุดท้ายกลัวว่าจะต้องสูญเสียทุกอย่าง
จนต้องพ่ายแพ้แก่กิเลส และสุดท้ายก็ไม่อาจจะไปถึงได้

หากแต่ความจริงแล้ว การบรรลุธรรม หรือการสำเร็จอรหัตผลนั้น เราไม่ได้สูญเสียอะไร

เพราะความจริงเราไม่มีอะไรมาแต่ต้น
แต่เราเที่ยวไปยืด ไปถือ ไปหลงผิด เอานั่นเอานี่มาเป็นของตนมาตลอด

เราปฏิบัติไม่ใช่เพื่อไปเอาอะไร
แต่เราปฏิบัติเพื่อไม่เอาอะไรต่างหาก

และสิ่งแรกที่ต้องทิ้ง ก็คือ มิจฉาทิฐิ

คือการหลงคิดไปว่า นั่นตัวเรา นั่นของเรา

เพราะจริงๆ ไม่มีตัวเรา ไม่มีของเรา มีแต่สิ่งที่จิตเราไปยืดมั่นถือมั่น

จนแม้แต่สุดท้าย จิต ก็ไม่ใช่ของเรา
มีแต่สละทิ้ง มีแต่สำรอกออกซึ่งกิเลส

ดังนั้น อรหัตผลนั้น ละเอียดและลึกซึ้งเกินกว่าพวกเราจะมานึกๆ คิดๆ เอาได้

แต่แค่เรารู้ว่ากายใจไม่ใช่เรา ด้วยการปฏิบัติจริงๆแล้ว
นั่นก็เรียกว่าเป็นโสดาปัติผล ปิดอบายได้สนิท

เพราะโสดาบัน แปลว่าผู้เกิดอีกไม่เกิน 7 ชาติ
จะไม่ลงต่ำกว่าภูมิมนุษย์อีก ไม่ไปเกิดเป็นสัตว์นรก หรือเดรัจฉานอีก
*

(* ความหมายจากพจนานุกรมพุทธศาสตร์)

แล้วเหตุใดเราจะไม่เร่งทำในขณะที่ยังมีโอกาสล่ะ...

ไม่มีอะไรต้องเสียแม้แต่นิดเดียว...

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

ลึกซึ้งยิ่งนัก ผมชอบที่เปรียบลูกศิษยกับกิเลสจังเลยครับ Hot!

#1 By Eddy on 2008-05-13 19:22

แม้แต่ตอนต้นเรื่องที่พูดถึงหงอคงที่ไม่อาจจะหนีออกจากมือของพระยูไลได้
นั่นก็เปรียบเหมือนเราไม่อาจจะหนีออกจาก ขันธ์ 5 (เปรียบนิ้วทั้ง 5 ของพระยูไล) อันเป็นกองทุกข์ได้นั่นเองครับ

#2 By โก๋สิจ๊ะ on 2008-05-13 19:30

Hot!

#3 By ตุ้มเป๊ะ on 2008-05-13 19:39

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับปลายทางของการสำเร็จมรรคผล ของ นิกายเถรวาท และมหายาน ครับ ...

ไม่ทราบว่า สิ่งที่ผมเข้าใจต่้อไปนี้ ถูกหรือเปล่า(ถ้าผิดช่วยทักท้วงด้วยนะครับ)...

ตรงที่ว่า หลังจากสำเร็จมรรคผลแล้ว สำหรับ นิกายเถรวาท จุดหมายปลายทางก็คือ การนิพพาน ซึ่งจะไม่เกิดในภพใดๆอีก แต่สำหรับมหายาน ถ้าผมจำไม่ผิด ก็คือ การสำเร็จ ได้เป็นโพธิสัตว์(ผ่อสัก)

อย่างเช่น พระยูไล ซึ่งหมายถึง พระพุทธเจ้า (ในไซอิ๋ว น่าจะหมายถึงพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุับัน) ซึ่งตามจริงแล้ว เราเรียนกันมาว่า พระพุทธเจ้า ได้ปรินิพพาน ไม่เกิดในภพชาติใดอีก แต่สำหรับมหายาน พระยูไล ถือว่าเป็นโพธิสัตว์(ยีไลผ่อสัก) เสมอเหมือนเทพองค์นึง

#4 By Eddy on 2008-05-13 19:39

#4 ด้วยความที่ว่ามหายานเองนั้น ก็แยกออกเป็นอีกหลายนิกาย
บางนิกาย ก็เชื่อว่าให้บำเพ็ญเพื่อเป็นโพธิสัตว์
เพื่อกวาดต้อนเหล่าสัตว์ให้พ้นทุกข์ก่อน ให้ตัวเองไปเป็นคนสุดท้าย ว่างั้น

บางลัทธิก็ว่ามีแดนพุทธเกษตร หรือแดนสุขาวดี
อันมีพระโพธิสัตว์ หรือพระพุทธเ้จ้าของเขาก็แล้วแต่จะเรียก อยู่ประจำ
และคนที่ปฏิบัติถึง ก็จะได้ไปอยู่ในแดนนั้น
ไม่ต้องทนทุกข์อีก

ซึ่งผมว่าบางอย่างก็คล้ายๆ กับบางศาสนาที่มีสวรรค์ให้ขึ้นไปเสวยสุข ทำนองนั้นครับ
แต่พุทธเถรวาท อธิบายไว้หมดแล้ว ว่าสวรรค์คืออะไร
ต้องลองอ่านดูครับ สนุกดีทีเดียว

#5 By โก๋สิจ๊ะ on 2008-05-13 19:44

นานๆผมจะให้ ดาวใครซักที

สาระแบบนี้ปล่อยผ่านไม่ได้ครับ Hot!

#6 By book on 2008-05-13 19:47

สาระๆHot!

#7 By saya chan on 2008-05-13 20:12

เยี่ยม Hot!

#8 By riddler on 2008-05-13 20:15

เขียนเปรียบเทียบและอธิบายได้แจ่มแจ้งจริงๆค่ะHot!

#9 By kororo on 2008-05-13 20:20

Hot!สาระมากค่ะ แต่อ่านท่านถกปัญหาธรรมกันข้าน้อยก็มึนตรึบ...embarrassed

#10 By หมู..โฮก..โฮก on 2008-05-13 21:03

Hot! โอ้ สาระมากๆ เลยครับคุณโก๋

#11 By Yashima on 2008-05-13 21:35

สุดยอดไปเลยครับ confused smile Hot! Hot! Hot!

#12 By SkyKiD on 2008-05-13 22:26

โอ้ว ที่แท้มันมีนัยยะ แทรกเอาไว้แบบนี้เองcry

#13 By rokjitjung on 2008-05-13 22:28

อ่านแล้วค่ะ.......
ก็ด้วยจ้า............
Hot! surprised smile

#14 By GoddessIsis on 2008-05-13 22:36

เห็นด้วยจ้า
อิอิ
เมื่อกี้พิมพ์ตกไปค่ะ
sad smile

#15 By GoddessIsis on 2008-05-13 22:37

สุดยอดมากเลยครับ

#16 By เจ้าชายน้อย on 2008-05-13 22:40

ดีมากๆเลยคับHot!

#17 By R!PPER on 2008-05-13 22:50

อ่อ เป็นเช่นนี้เอง...
ดูทุกวัน แต่ไม่ซึ้งขนาดนี้ อืม.....
เข้าใจแล้วค่ะ พรุ่งนี้ดูต่อ แหะๆ confused smile
Hot!
มีเกร็ดน่าสนใจ และที่มาของวรรณกรรมไซอิ๋วมาฝากครับ

http://www.ocanihao.com/culture1.html

#19 By Eddy on 2008-05-13 22:56

- -" โห มันลึกซึ้งขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย

ที่ผ่านมาผมดูเอามันส์อย่างเดียวเลย sad smile

#20 By madzleng (124.120.56.128) on 2008-05-13 22:58

#19 ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมครับคุณเอ็ดดี้
แต่ของเขาอ่านไม่มันเลย 555

#21 By โก๋สิจ๊ะ on 2008-05-13 23:06

ผมชอบอ่านเรื่องเกี่ยวกับตำนาน หรือว่าเกี่ยวกับศาสนาและความเชื่อ ไม่ใช่ว่า ใฝ่ธรรมะอะไรนะครับ แต่บางทีมันสนุกเหมือนกับอ่านนิทานเลย และถ้าทำใจโล่งๆ ก็ได้ข้อคิดมาเพียบ

#22 By Eddy on 2008-05-13 23:12

อืม...ถ้างั้นตอนนี้ผมคงมีทั้งหงอคงโป๊ยก่ายซัวเจ๋งอยู่ในตัวทั้งแก๊งค์เลยconfused smile

#24 By wesong on 2008-05-13 23:27

Hot! Hot! ว๊าวววววว

ลุ่มลึกยิ่งนัก......

#25 By LUMiN on 2008-05-13 23:28

โห จริงด้วยครับ นิสัยศัษย์ทั้งสี่นี่ใช่เลยอ่ะ!!
ผมก็เคยนึกนะว่าทำไมไม่บินไปวัดให้รู้แล้วรู้รอดเลย (แต่ถ้าเหาะไปเรื่องก็จบน่ะสิ^^' )

ของมหายานนี่ปาฏิหารย์เยอะดีนะ คงเป็นกุศโลบายให้คนจีนมานับถือกัน มีทั้งเง็กเซียน นาจา และเยอะแยะ = ='
สุดยอด ลึกซึ้ง กินใจ ขอบคุณที่ทำให้เข้าใ และอีกแง่มุมจากเรื่องไซอิ๋วนะ เราดูก้ชอบ แต่ไม่เคยมองอย่างนี้เลย ขอบคุณนะbig smile
ลึกซึ้งๆbig smile

#28 By (^_^)/nana on 2008-05-14 11:10

โฮ่..อนุโมทนาสาธุ ถ้าใครจะรู้สึกดวงตาเห็นธรรมกับเอ็นทรี่นี้

ขอนิดนึง วันก่อนดูละครจิ๋นซีที่ฉายช่อง..อะไรวะ..ลืม..
ละครค่อนข้างเก่าแล้วอ่ะฮะ พระเอกก็หน้าแบบเป็นบิดาสาวรุ่นได้ทีเดียว แต่แสดงเป็นจิ๋นซีตอนอายุ 23
เออ ไม่เถียงว่าหน้าตาน่าเกรงขาม แต่ห่างไกลคำว่าหนุ่มไปมากมายแล้วอ่ะนะ

แต่มีสาระฮะ เพื่อนของหลี่ซือเป็นปราชญ์ที่เก่งกาจปราบความทะนงของจิ๋นซีด้วยมุขง่ายๆ (ที่นึกไม่ถึง)เนื้อเรื่องมันไม่ขำ แต่ความฉลาดของคนทำให้หัวเราะออกมาได้ ฝากไว้ด้วยอีกเรื่องฮะ confused smile

#29 By \\(..U 3U..)// on 2008-05-14 11:19

Hot! Hot!
จริงๆ พระถังก็หูเบาใช่เล่นนะ question

#30 By plynoi แว่วศรี on 2008-05-14 11:33

แนวคิดเกี่ยวกับไซอิ๋วที่จริงก็รู้มาก่อนแล้ว

แต่ที่ลืมไป

คือประโยคนี้

"เราไม่ได้สูญเสียอะไร

เพราะความจริงเราไม่มีอะไรมาแต่ต้น "


ได้รับการเตือนสติอย่างแรงๆๆๆๆ

^^"

ยังไงก็ขอบคุณนะคะ คุณโก๋Hot!

#31 By VaNneSSa on 2008-05-14 11:42

ใช่ครับ เพราะจิตมักโดนกิเลสหลอกเป็นธรรมดา

#32 By โก๋สิจ๊ะ on 2008-05-14 11:43

ดีครับ

#33 By นายฉิม on 2008-05-14 11:52

การปฏิบัติเพื่อ"ไม่เอาอะไร"นั้นยากจริงๆ

#34 By GuGGGar on 2008-05-14 12:07

มันก็จริงอย่างที่คุณโก๋ว่า
ไม่มีอะไรต้องเสียแม้แต่นิดเดียว ทำไมยังไม่ทำ
แต่ตัดกิเลสทำยากจังค่ะ คงต้องๆค่อยๆทำไป

#35 By Little Little on 2008-05-14 12:12

โอ้ ลึกซึ้งมั่กๆ ตรงจริงๆ กับลูกศิษย์ทั้ง 3confused smile Hot!

#36 By --อาเย่-- on 2008-05-14 13:53

Hot! ไม่เคยสังเกตุมาก่อนเลยครับ ดีจังครับขอบคุณครับbig smile
แหล่มมากๆ
ชอบดูซี่รี่ย์(กำลังภายในหรือเปล่านะ?)เรื่องนี้ที่สุดแล้ว ถ้าไม่นับสามก๊ก

ปลงดี..

#38 By =*MoonShiNe Ze*= on 2008-05-14 17:03

ล้ำลึกยิ่งนัก

ต้องเร่งความเพียรเต็มสูบ
ก่อนที่ข้อเข่าจะเสื่อม ลุกนั่งไม่ไหวcry
ได้อ่านเอ็นทรี่นี้แล้ว เข้าใจอะไรเกี่ยวกับธรรมะเพิ่มขึ้น ดูหนังแบบนี้มีประโยชน์มากครับ ได้ข้อคิดอะไรจากหนังด้วย

#40 By Dream-Box on 2008-05-14 18:58

เป็นการเปรียบเทียบที่ดีจริงๆ ^^ ลึกซึ้งมากครับHot!
Hot! confused smile

#42 By Crucify on 2008-05-15 12:46

ได้คิดๆ

: )

#43 By khun_aut (124.120.0.125) on 2008-05-16 07:35

สาระยอดเยี่ม double wink

#44 By au8ust (202.137.142.20) on 2008-05-22 11:44

Hot! wow คนแต่งเก่งจริงๆ

#45 By TaLgY on 2008-05-24 21:40

เป็นข้อสรุป เป็นบทวิเคราะห์ ที่น่าสนใจมากครับ big smile

#46 By GPEN on 2008-06-06 11:00

พระถังฯ แทนขันติบารมี
หงอคงแทนปัญญาบารมี (ปัญญาหรือความคิดมนุษย์มีลักษณะธรรมชาติที่เร็ว ดื้อ และบังคับยาก หงอคงไปถึงชมพูทวีปก่อนตัวละครอื่น แต่ไม่เรียกว่าถึงจุดหมายเพราะไม่สามารถบรรลุรรมได้เนื่องจาก อินทรีย์5 ไม่เสมอกัน)
โป๊ยก่าย แทนศีลบารมี (แปลตามภาษาแล้วแปลว่า หมูที่ถือ ศีล8 ในที่นี้โป๊ยก่ายเปรียบเสมือนคนที่ยังไม่ได้อบรมศีล จึงมีนิสัยละโมบ มากด้วยตัณหา )
ซัวเจ๋ง แทนสมาธิ (เป็นตัวละครที่เงียบ ไม่ค่อยแสดงความเห็นอะไร เหมือนคนอยู่ในสามธิ)
ม้าขาว แทนวิริยะบารมี
เจ้าแม่กวนอิม (พระอวโลกิเตศวรมหาโพธิสัตว์ แทนมหาเมตตาบารมี)
ทั้งนี้ตัวละครทั้งหกเป็นบุคลาธิฐานของบารมี6 ของพระพุทธองค์ในสายมหายาน (เถรวาทเป็น 10)

ชมพูทวีปหมายถึงแดนพระนิพพาน
หล่าวปีศาจทั้งหลายหมายถึงบรรดากิเลสทั้งหลาย
เมืองต่างๆที่เดินทางผ่านไปหมายถึงขั้นของวิปัสสนาญานต่างๆ

#47 By วังบุปผา (58.8.96.220) on 2008-07-11 20:16

#47 ขอบคุณสำหรับมุมมองทางมหายานครับ
ผมเองก็ไม่ค่อยแม่นทางมหายาน อาจจะตีความไม่ครบถ้วนกับความเชื่อทางนั้นครับ big smile

#48 By โก๋สิจ๊ะ on 2008-07-11 21:51

สงวนลิขสิทธิ์ Creative Commons:Attribution-Noncommercial 3.0 Unported