วันเด็กวนมาอีกครั้ง จำง่ายดี
เสาร์ที่สองของเดือนมกราคม ปีนี้ตรงกับวันที่ 14 มกราคม 2555

ใครคิดให้วันเด็กเป็นวันนี้ก็ไม่รู้
รู้แต่ว่า เป็นช่วงผู้ใหญ่กำลังจนกรอบหลังจากเอาเงินไปฉลองปีใหม่มาหมาดๆ

เด็กเลยต้องฉลองกันแบบกรอบๆ ยกเว้นพ่อแม่ใครมีเงินก็สบายหน่อย
แต่ช่างเถอะ พี่ไทยชอบงานฉลอง ยังไงก็หาวิธีสนุกกับมันจนได้

คิดไปคิดมา วันเด็กสำหรับคนสองวัย คือผู้ใหญ่กับเด็ก จะสนุกคนละแบบ

ในวันเด็ก เด็กจะสนุกแบบ Active แต่ผู้ใหญ่จะสนุกแบบ Passive
คือเด็กได้ไปเที่ยว สนุกโดยตรง แต่ผู้ใหญ่จะสนุกที่ได้เห็นเด็กๆ มีความสุขอีกทอด

ผู้ใหญ่มีโอกาสได้เห็นเด็กๆ เล่นสิ่งที่ตัวเองเคยเล่น สนุกในสิ่งที่ตัวเองเคยสนุก
อาจเป็นการได้หวนรำลึก ให้อารมณ์แบบ nostalgia ไปกลายๆ

อย่าว่างั้นงี้เลย ผู้ใหญ่เองก็โหยหาความเป็นเด็ก ความสนุกแบบง่ายๆ และอิสระแบบเด็กๆ อยู่เสมอนั่นแหละ เพียงแต่ไม่ได้พูดออกมา

คิดว่า มีวันเด็กก็ดีเหมือนกัน อย่างน้อยจิตใจของผู้ใหญ่ ก็มีโอกาสได้กลับเป็นเด็กบ้างสักปีละครั้ง...

ทำกาแฟแบบ Turkish Coffee...

posted on 07 Jan 2012 15:12 by kohsija  in How-to

วันนี้ ฤกษ์งามยามดี มีพัสดุส่งมาจากอียิปต์ 
จำได้ว่าสั่งของมาจาก ebay

02v8BX

เลยนึกขึ้นมาได้ว่า สั่งหม้อต้มกาแฟแบบ Turkish ไปตั้งแต่ก่อนปีใหม่ 
ของมาแล้ว...

0HosRn

ขนาดเล็กกว่าที่่คาดไปเยอะ เป็นขนาดสำหรับทำแก้วเดียว 
มาได้จังหวะพอดี เลยทำกาแฟยามบ่ายกินเสียเลย

วิธีทำกาแฟแบบ Turkish ไม่ยากครับ ตามคลิปนี้เลย

สรุปง่ายๆคือ

  1. บดกาแฟให้ละเอียดที่สุด ซื้อแบบที่ให้เขาบดให้ก็ได้ บอกเขาว่าเอาละเอียดสุด
  2. ตักผงกาแฟใส่หม้อ แก้วละช้อน ทำแก้วเดียว ก็ใส่ช้อนเดียว
  3. ใส่น้ำตาลให้หวานหน่อยก็ดี ผมใส่ราวครึ่งช้อนโต๊ะไม่พูน
  4. ใส่น้ำในแก้ว เพื่อตวงให้พอดี แล้วค่อยเทให้หม้อ ใช้แก้วเล็กๆนะ
  5. ต้มไฟอ่อนๆ ไปเรื่อยๆ คนเล็กน้อยในช่วงแรกๆ พอ
  6. พอมันเริ่มเดือด จะมีฟองโฟมขึ้นมา ยกหนีไฟหน่อย แล้วเอาไปต้มต่อ สักสองที
  7. อย่าต้มนานไป โฟมกาแฟจะหดหายหมด ผมพลาดไปแล้ว
  8. เทใส่แก้วช้าๆ กากกาแฟส่วนใหญ่จะกองอยู่ก้นหม้อ แต่ก็มีลงไปในกาแฟบ้าง
  9. ดื่มช้าๆ...

ของผมออกมาแบบนี้

08kcTf

ออกมานิดเดียวแหละ ไม่แน่ใจว่าถ้าใส่น้ำร้อนเติมทีหลังจะเสียรสไหม

แต่ผมก็ดื่มแบบนี้เลย... ผลคือ

ประทับใจ มาก...

เข้าใจเลยว่า คำว่า "Black as hell, Sweet as love" มันคืออะไร

กาแฟหอมมาก มากๆ และรสจะเนียนไปกับความหวานแบบบรรยายไม่ถูก ต้องลองเอง 
ความหอมนี่ เหนือกว่าวิธีชงอื่นๆ น่าจะไปคล้ายกับ espresso นู่นเลย 
และก็จะหอมต่างจาก Moka Pot ด้วย ผมว่ามันเนียนกว่า โดยใช้กาแฟเหมือนๆกัน

แต่เราไม่ต้องซื้อเครื่องทำ espresso แพงๆ หลักหลายหมื่นไง 
ผมสั่งกาจาก ebay มาแค่ 380 บาท ก็ทำกาแฟโคตรหอมได้แล้ว

ถ้าใครจะลองสั่งกามา ผมว่าลองหาแบบที่ขนาดใหญ่กว่านี้จะทำง่ายกว่า 
แต่ผมไม่แน่ใจราคา ว่าจะได้ราคากันสักเท่าไหร่นะครับ

ถ้ามีโอกาส แนะนำให้ลองครับ...

ขอให้มีความสุขกับการดื่มกาแฟกันทุกท่านครับ... :)

ช่วงปีใหม่ 2555 ได้ไปเที่ยวเชียงใหม่มาครับ...

เป็นการขึ้นภาคเหนือครั้งแรกของผมเลยล่ะ 
ปกติเคยไปแต่ทางตะวันออก ตก ใต้ตอนบน

เลยขอมาบันทึกสิ่งที่ประทับใจจากเชียงใหม่ไว้สักหน่อย...

  • ใครว่าเชียงใหม่หนาว ร้อนเหมือนกรุงเทพแหละ
  • เชียงใหม่ไม่หนาว แต่ขาวมากๆ...
  • เชียงใหม่คือการเอาร้านดังๆ จากกรุงเทพ ไปยัดรวมกันในบริเวณแคบๆ มีร้านที่แจ๊งจากกรุงเทพหลายยี่ห้อ หรือแม้แต่ห้างพันธุ์ทิพย์ขายคอม
  • ในตัวเมืองเชียงใหม่ ก็แออัดเหมือนเมืองกรุง มองจากหน้าต่าง ไม่เห็นอะไรสวยๆงามๆเลย
  • รถติดบรรลัยยิ่งกว่าเมืองกรุงตอนเลิกงาน ไฟแดงถี่มาก มีทุกแยก
  • ค่าที่พักถูกดี ถ้าเทียบกับจังหวัดแถบชายทะเล หรือภูเขาเมืองกาญจน์
  • น้ำประปาในที่พักแรงสะใจทุกที่ ฉีดก้นทีเนื้อแทบหลุดตามไปด้วย
  • ผับบาร์แถวถนนนิมมานเหมินทร์เยอะ ตอนหัวค่ำ เหมือนเดินสีลมผสม RCA
  • ยังไม่มีโอกาสได้เดินถนนคนเดินตรงช้างคลาน กับไนท์บาซาร์ แต่เท่าที่เห็น ฝรั่งเพียบ
  • คนแถวนั้น นอนดึก ตื่นสาย บ่ายเดินเล่น เย็นเข้าผับ กลับบ้านเกือบสว่าง
  • อาหารการกินไม่ถูก ราคาใกล้เคียงย่านออฟฟิศสุขุมวิท
  • ถนนขึ้นดอยส่วนใหญ่โหดมาก ควรจอดรถไว้ตีนดอย แล้วจ้างรถขึ้นไป สองข้างถนนบางจุดมีแต่เหว ทั้งชัน ทั้งแคบ ยกเว้นว่าอยากจะพังรถตัวเองก็ตามใจ
  • ค่าขึ้นดอยแต่ละที่ไม่เท่ากัน แต่รถจะเป็นพวกสองแถวเหลืองเสียมาก ราคาก็มีทั้งหัวละ 200 หรือเหมาทั้งคัน 1,500 อะไรทำนองนั้น แล้วแต่ที่
  • ถ้าเป็นรถแบบคิดรายหัว พยายามนั่งรถที่ไปไม่เกิน 10 คน จะนั่งสบาย คนเยอะไป รถจะขึ้นไม่ไหวก็มี ต้องลงเดิน ซึ่งเมื่อยมาก ผมต้องเดินแค่ 500 เมตร แต่แทบตาย เหนื่อยสุดๆ
  • รถจอดเสียบนดอยเยอะมาก ค่าลากลง 3,000 ค่าซ่อมต่างหาก
  • มีบริการเปลี่ยนคลัชถึงบนดอย
  • 1584 มีอำนาจครอบคลุมไปยันรถสองแถวขึ้นดอยอินทนนท์
  • บนดอยอินทนนท์ เย็นกว่าข้างล่างราวเกือบ 10c บ่ายๆ ยังเย็นอยู่เลย
  • บนดอยมีขายของไม่กี่อย่าง มันปิ้ง ข้าวโพดปิ้ง ซาละเปา ข้าวต้ม มาม่า กาแฟ ใบชา ถั่วแดง เกาลัด สตรอเบอรี่ ไวน์ผลไม้ เหล้าท้องถิ่น อโวคาโด
  • ไปสี่วัน แทบไม่เจอคนอู้คำเมืองเลย เจอแต่พูดภาษากลางทั้งนั้น อยากเจอสาวอู้คำเมือง ผมว่าน่ารักดี
  • วัดแถวนั้นสวยดี ประตูทางเข้ามีสิงห์อยู่สองข้างแทนซุ้มแบบภาคกลาง และมีภาษาน่าจะมอญมั๊ง เขียนกำกับแทบทุกวัด
  • แต่วัดจะไม่ค่อยใหญ่ เป็นวัดเล็กๆเสียมาก
  • ถ้าเห็นบ้านสวยๆ แต่งระแนงฉลุ นั่นไม่ใช่บ้านอยู่อาศัย ส่วนใหญ่เป็นร้านค้าขายงานศิลปะแพงๆ บ้านคนทั่วไป เหมือนบ้านภาคกลางหมดแล้ว
  • ไม่ได้ขึ้นสองแถวแดง เลยไม่ได้สัมผัสว่าเขาคิดเงินกันยังไง
  • อาหารเหนือ? แทบไม่ได้แตะ ทำไมเจอแต่ร้านก๋วยเตี๋ยวธรรมดา ข้างแกงแบบภาคกลาง หรือร้านมียี่ห้อแบบในห้างสรรพสินค้า แล้วร้านอาหารเหนือหายไปไหนหมด?
  • งานพืชสวนโลก... ไม่ต้องไปก็ได้ ไม่มีอะไรให้ต้องเสียดายถ้าไม่ได้ไป มีแต่จัดดอกไม้วางๆ ไว้ แค่นั้น ไม่มีความรู้อะไรประดับสมองเลย
  • เที่ยงคืนขึ้นปีใหม่ ยิงพลุกันระห่ำแตกมากๆ เหมือนสงครามกลางเมือง โคมลอยมีประปราย

ถ้าถามผมว่า จะไปเที่ยวเชียงใหม่ ถ้าไปเที่ยวในเมือง ผมว่าไม่มีประโยชน์อะไร นอกจากคุณชอบเที่ยวผับ หรือเดินกลางคืน ไปเที่ยวตามดอยไปเลยจะดีกว่ามาก ได้เห็นธรรมชาติ และชาวบ้านบนเขา สนุกกว่าเยอะ

แต่อย่างว่า ถ้าเป็นวัยรุ่นไปเป็นกลุ่ม อาจชอบเที่ยวในเมืองมากกว่า เดินเหล่สาว กินเหล้า เมายา ว่าไป

ส่วนตัวผมคิดว่า มีความรู้สึกว่าต้องไปอีกให้ได้ไหม ผมเฉยๆนะ เชียงใหม่ไม่ได้มีมนต์สเน่ห์อะไรขนาดนั้น ไปอีกก็ดี ไม่ได้ก็ไปจังหวัดอื่น เดี๋ยวนี้จังหวัดทางตะวันตก หรืออีสานก็มีเขาสูงๆ มีขายของคล้ายๆ กัน และธรรมชาติก็ยังดูดีกว่าอีกหลายที่

แต่ถ้ามีโอกาส ก็คงไปอีก... สักสองสามที คงพอ...

ขอเชิญพบกับ Vegan Black Metal Chef หรือ พ่อครัวแบล็คเมทัลมังสวิรัติ -_-"

ฟังดูไม่เข้ากัน แต่ดันไปกันได้ แถมทำอาหารได้สะเด็ดสะเด่ามาก

เกิดมาผมไม่เคยเจอใครสอนทำผัดไทยได้มันเท่าพี่แกมาก่อน
ลืมเหล่าเชฟที่มาออกทีวี มาดดีๆ ทำอาหารหรูๆ ทิ้งไปได้เลย

ดิบ เถื่อน สะใจ... และ มังสวิรัติ -_-"

ดูได้จนจบแบบไม่เบื่อด้วย ถึงจะดูแปลกๆ ไปหน่อยก็เถอะ

ว่างๆ แวะไปดูอาหารอื่นๆ ของพี่แกได้ที่เว็บ
http://veganblackmetalchef.com/

ผมล่ะอยากให้เขาทำอาหารไปอีกนานๆ จริงๆนะ...


ถ้าสมัยเรียนมีเพื่อนแบบนี้ จะจีบไม่คิดเลยเชียว...

ไปเจอสูตรทำ brownies หรือ muffin ไม่แน่ใจ จากเว็บ 9gag.com

จะว่าเว็บตลก มันไร้สาะก็ไม่ได้นะ ผมเจออะไรเจ๋งๆ มีสาระจากเว็บนี้เยอะเชียว

เอามาลองทำเลย ไปซื้อแป้งเค้กตราว่าวมาห่อนึง 
ผงโกโก้ตรานางพยาบาลมีแล้ว นอกนั้นหาได้ในบ้านหมด

ลองทำ ก็ลดสูตรลงตามพอใจ

  • แป้ง 4 ช้อนโต๊ะ ไม่พูน
  • น้ำตาล 3 ช้อน พอ ไม่เอาหวานมาก ไม่พูนนะ
  • น้ำมันพืช เอาแค่ 3 ช้อนพอ กลัวอ้วน
  • ผงโกโก้ตรานางพยาบาล มันแรง เอาแค่ 1.5 ช้อน พอ
  • นมเมจิขวดๆอะ 4 ช้อน มั่วๆ
  • ใส่ไข่ฟองนึง
  • คนๆๆๆ ให้เข้ากันดี

ใส่เตาไมโครเวฟ 3 นาที…

เฮ้ย!

ได้จริงๆ…

0uoST7

หน้าตาอนาถเหมือนขี้มาก เพราะไม่มีแม่พิมพ์ และก็ไม่ได้ตัดแต่ง 
แต่รสชาติออกมาโอเคเลย ใช่จริงๆ อร่อยดี เหนียวๆหนึบๆ และทำง่ายมากๆ

เลยลองทำแบบไม่ใส่ไข่ มั่วสูตรเองดูอีกที

  • แป้ง 4 ช้อนเหมือนเดิม
  • ใส่เนยเทียมแทนน้ำมัน แต่ใส่ช้อนเดียว
  • น้ำตาลหน่อยเดียว ช้อนเดียวมั๊ง
  • นม 4 ช้อน
  • ผงฟู ปลายช้อน นิดนึง

แค่นี้แหละ คนๆๆๆๆ ในชามเล็กๆ แล้วก็อบ 3 นาทีเหมือนเดิม

ออกมาเป็น…

049TSV

ขนมปังอะไรสักอย่าง

ลองชิมดู…

7yVjJv

เฮ้ย… กรอบนอกนุ่มในนี่หว่า… 
ชุ่มเนยด้วย… รสแนวๆ โรตีบัน เลยนะ ขาดแต่ไม่ได้ใส่กาแฟ

แต่ออกจะแข็งไปนิดหน่อย ความนุ่มคงยังสู้ร้านที่เขาทำขายไม่ได้

เลยพบว่า ขนมปังบางอย่างเนี่ย ทำง่ายมากเลยนะ 
และก็ไม่ได้ใช้เครื่องมือยุ่งยากอย่างที่คิดด้วย

ผมใช้แค่ ชาม ช้อน เตาไม่โครเวฟ 1,000 วัตต์ ธรรมดา กับวัตถุดิบตามที่บอก 
แค่นี้ก็ได้ขนมทำกินเองง่ายๆ ร้อนๆ ไว้กินกับกาแฟ โดยไม่ต้องเสียเงินซื้อแพงๆ แล้ว

เสียอย่างเดียว ตามสูตรมันดูน่าอ้วนมาก น้ำมันเอย เนยเอย…

ต่อไปจะพยายามทำแบบไขมันน้อยๆ ดูหน่อย

รู้สึกว่า… เริ่มสนุกกับการทำขนมกินเองแบบประหยัดแล้วล่ะ…

ยิ่งคิด ผมก็ยิ่งรู้สึกตัวว่า ทุกวันนี้ผมรู้เรื่องเกี่ยวกับช่วงเวลาปัจจุบัน น้อยกว่าเด็กๆ ชั้นประถมเสียอีก
 
ผมคิดว่า ช่วงเวลาเป็นเด็ก เป็นช่วงเวลาทองแห่งการเรียนรู้จริงๆ
เรามีทั้งพลังสมองที่ตื่นตัว และการเข้าสังคมที่ทำให้ได้ความเห็นที่หลากหลาย
มีโอกาสได้เข้าถึงหนังสือ และสิ่งที่อยากรู้ มีคนพร้อมอยากป้อนความรู้ให้เรา...
 
เวลาผ่าน พอเราโตขึ้นเสียอีก ที่เราใช้ความเป็นปัจเจกและอัตตาส่วนตน แยกตัวออกจากคนอื่นมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะคิดว่าตัวเองต้องดีต้องเก่งกว่าคนอื่นให้ได้
 
เราเริ่มมีเพื่อนน้อยลงเรื่อยๆ จากที่เคยเล่นกันได้ทั้งห้อง สามสี่สิบคน ค่อยๆหดเหลือสิบคน ห้าคน สามคน สองคน หรือบางคน ไม่มีเพื่อนเลย มีแค่คนรู้จักธรรมดา
 
นั่นไม่ใช่การตัดโอกาสเข้าถึงแหล่งความรู้อันหลากหลายหรอกหรือ เพราะด้วยมุมมองอันจำกัดของคนๆ เดียว ย่อมไม่อาจแสวงหาความรู้ได้กว้างขวางเท่ากับสี่ห้าสิบคนแน่ๆ
 
เราแก่ขึ้น เพื่อเรียนรู้เฉพาะทาง และลดระดับความรู้อันกว้างขวางลง
 
เด็กๆ สมัยนี้ โตขึ้นมาก็เห็นคอมพิวเตอร์ ได้ใช้ tablet กันแล้ว
เขาไม่เคยเห็นโมเด็มแบบ dial-up ด้วยซ้ำ แต่เขาใช้โปรแกรมสำเร็จรูปเก่งกว่าคนสมัยเราๆ
 
บางทีเราก็เริ่มตกยุค เพราะสิ่งที่เรารู้และเข้าใจ มันก็เริ่มไม่ใช่อะไรที่อยู่ในเวลาปัจจุบันแล้ว
 
นี่สินะ... ความรู้สึกของลุงๆป้าๆ พ่อแม่ ที่เราเคยไม่เข้าใจ...
 
พออายุมากขึ้น... ฉันก็เริ่มจะค่อยๆ เข้าใจแล้ว...



eXTReMe Tracker